วันอังคารที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2564

 

บันทึกการเรียนครั้งที่ 14

วันที่ 27 เดือน เมษายน พ.ศ. 2564

ความรู้ที่ได้รับ

บทบาทของผู้ปกครองกับการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์เด็กปฐมวัย

ผู้ปกครองมีบทบาทหน้าที่ที่สำคัญคือการเอาใจใส่ดูแลลูกอย่างใกล้ชิด ผู้ปกครองควรสนใจพฤติกรรมของลูก เช่น การเล่น การพูดคุย และควรชื่นชมยินดีกับลูก เพราะการแสดงการยอมรับชื่นชมย่อมทำให้เด็กเกิดความเชื่อมั่น รู้สึกอบอุ่นมีความปลอดภัยทางจิต จะทำให้เด็กกล้าแสดงออกในเชิงสร้างสรรค์ โดยมีองค์ประกอบดังนี้

1. การสร้างบรรยากาศแบบประชาธิปไตย ครอบครัวที่มีบรรยากาศแบบผ่อนคลายเด็กจะรู้สึกเป็นอิสระ ไม่อึดอัด รู้สึกอบอุ่นจากการได้รับความรัก ความเอาใจใส่ที่พ่อแม่มีให้ รวมทั้งการได้รับความเท่าเทียมเสมอภาคกันระหว่างพี่น้องทำให้เด็กมีความกระตือรือร้นต้องการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา กล้าริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ เช่น วิธีเล่น ซึ่งแรกๆ อาจเล่นธรรมดา ต่อมายิ่งเล่นยิ่งพลิกแพลงวิธีเล่นที่หลากหลายไม่ซ้ำกับวิธีเดิม กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการแสดงความรักของมารดาโดยการอุ้มชู การเล่นด้วยและการปกป้องดูแล การที่ความคิดสร้างสรรค์สัมพันธ์กับการแสดงความรักของพ่อแม่นั้น เพราะความรักความเอาใจใส่เด็กทำให้เกิดความอบอุ่นปลอดภัยทำให้เด็กเกิดความเชื่อมั่น และเกิดการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลา

 2. การให้ความรัก ความอบอุ่น ความเอาใจใส่ ซึ่งเปรียบเสมือนกำแพงที่แข็งแกร่งเป็นโล่ห์กำบังทุกสิ่งทุกอย่างทำให้เด็กรู้สึกมีความมั่นคงปลอดภัย จากการแสดงความรักอย่างตรงไปตรงมาของพ่อแม่ที่เด็กรับรู้ได้ ก็คือ คำพูด และพฤติกรรมที่สอดคล้องไปในแนวทางเดียวกัน ในทางตรงกันข้ามถ้าแม่พูดว่า แม่รักลูกมาก แต่ปล่อยให้ลูกไปอยู่กับผู้อื่น โดยนานๆ จึงจะมาเยี่ยม หรือมาหา  ทำให้ลูกไม่มั่นใจในคำว่ารักของพ่อแม่ ดังนั้นคำพูดและการกระทำที่แสดงออกซึ่งความรักความเอาใจใส่จะต้องสอดคล้องเป็นไปตามทิศทางเดียวกันไม่ขัดแย้งกันนอกจากนี้พ่อแม่ควรตอบสนองความต้องการของลูก  ถ้าบางอย่างตอบสนองตามความต้องการไม่ได้พ่อแม่ต้องอธิบายให้ลูกเข้าใจถึงเหตุผลให้ลูกฟัง  บางครั้งพ่อแม่อาจแสดงความเห็นใจเมื่อลูกร้องไห้ หกล้ม หรือทำบางสิ่งบางอย่างไม่สำเร็จก็ต้องปลอบโยนด้วยคำพูดและท่าทางที่เห็นใจ เข้าใจ พร้อมที่จะช่วยเหลือซึ่งจะทำให้เด็กเข้าใจและตระหนักถึงความรักของพ่อแม่เกิดความอบอุ่น รู้สึกมีความปลอดภัยมั่นคง และถ้าลูกทำผิดพลาดไม่ถูกต้องเหมาะสม ก็ไม่ควรพูดจาซ้ำเติม หรือลงโทษ  ควรอธิบายให้ลูกเข้าใจและทราบว่าสิ่งที่ทำนั้นไม่เหมาะสมถูกต้องควรให้โอกาสลูกแก้ตัวกระทำในสิ่งที่ดีงามถูกต้อง จะช่วยให้ลูกรู้สึกอบอุ่น และเชื่อมั่นในความรักของพ่อแม่

3. การช่วยเหลือและพึ่งพาตนเอง เด็กที่พ่อแม่อบรมเลี้ยงดูโดยการฝึกให้รู้จักการช่วยเหลือตนเองตั้งแต่วัยก่อนเข้าเรียนจะช่วยให้เด็กทำอะไรได้ด้วยตนเอง สามารถพึ่งพาตนเองได้ เช่น การทานอาหาร การอาบน้ำ แต่งตัว การสวมถุงเท้า หรือการทำกิจวัตรประจำวันด้วยตนเอง  พฤติกรรมเช่นนี้จะทำให้เด็กมีความเชื่อมั่นในตนเอง กล้าคิด กล้าตัดสินใจ สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง  พ่อแม่จึงควรให้โอกาสลูกฝึกฝนและทำสิ่งต่างๆด้วยตนเองให้มากที่สุด คอยสังเกตพฤติกรรมและส่งเสริมให้เด็กได้ทำให้ดียิ่งขึ้นหรือเหมาะสมตามความสามารถตามวัย  ทั้งนี้พ่อแม่ควรหลีกเลี่ยงการตำหนิเพราะจะทำให้เด็กเกิดความกลัวจนไม่กล้าที่จะลองทำอีกต่อไป

4. การส่งเสริมความสนใจของเด็ก พ่อแม่ที่คอยเอาใจใส่สังเกตความสนใจของลูกอย่างสม่ำเสมอ สนับสนุนให้ลูกกล้าแสดงความคิด กล้าแสดงออก จะทำให้เด็กมีความสนใจสิ่งต่างๆรอบตัว  การตอบสนองความสนใจของเด็กจึงเป็นการส่งเสริมพัฒนาของเด็กให้มีความก้าวหน้า เพียงแต่พ่อแม่จัดหาหนังสือนิทาน อุปกรณ์การเล่น อุปกรณ์ภาพระบายสี และพาไปทัศนศึกษาจากสถานที่ต่างๆ

5. เปิดโอกาสให้ซักถาม ตอบคำถาม เด็กปฐมวัยเป็นวัยที่ช่างสงสัยชอบซักถามอยู่ตลอดเวลา พ่อแม่จึงควรส่งเสริมให้ลูกได้ถามการตอบคำถามของลูก หรือสนทนาร่วมกันระหว่างรับประทานอาหาร นั่งรถเที่ยว ไปทัศนศึกษา บางครั้งพ่อแม่อาจรู้สึกเบื่อ หรือรำคาญกับคำถามและการตอบคำถาม  ซึ่งการแสดงออกให้เด็กรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่เต็มใจที่ตอบคำถามของตนอาจเป็นการสกัดกั้นความคิด และจินตนาการของเด็กในช่วงนั้นได้  ดังนั้นพ่อแม่ควรหาวิธีเล่นกับลูก ชวนลูกพูดคุยสนทนา โดยคุยให้ลูกฟังเกี่ยวกับหนังสือนิทาน เล่าประสบการณ์ต่างๆที่ลูกสนใจ  เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าเรื่องราวที่ลูกสนใจและซักถาม เป็นสิ่งที่ควรกระทำ และพ่อแม่ก็ยินดีสนับสนุนรับฟังด้วยความสนใจ  การกระทำเช่นนี้เป็นการส่งเสริมพัฒนาการที่เหมาะสมกับวัยเด็ก

                6. การแสดงความคิดเห็นร่วมกันในโอกาสต่างๆ  การเปิดโอกาสให้เด็กแสดงความคิดเห็นเป็นแนวทางส่งเสริมให้เด็กมีความคิดเป็นของตนเอง  การพูดคุยถกเถียงอภิปรายปัญหาต่างๆ ให้อิสระในการแสดงความคิดเห็น เสนอความคิดเห็นต่างๆ บ้างเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องราวภายในบ้าน  ให้เด็กตัดสินใจเลือกทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว เช่น ไปเที่ยว ดูรายการทีวี เลือกร้านอาหารที่จะไปรับประทานร่วมกัน  พ่อแม่อาจเสนอแนะให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้เด็กสามารถตัดสินใจด้วยตนเองโดยไม่ลังเล  ซึ่งเป็นการฝึกให้เด็กเป็นคนกล้าคิดกล้าแสดงออกและกล้าตัดสินใจ

                7. การจัดบรรยากาศที่ส่งเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ครอบครัวที่มีการจัดสภาพแวดล้อมและบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการส่งเสริมเด็กได้คิดจินตนาการและสร้างสรรค์ ได้แก่ บรรยากาศที่มีความเป็นอิสระ ไม่เคร่งครัดและตรึงเครียดจนเกินไปหรือการข่มขู่ว่ากล่าวเสียดสีจนทำให้เด็กเกิดวิตกกังวลเกินเหตุ  การจัดบรรยากาศเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สามารถจัดได้โดยไม่ยาก เช่น จัดมุมหนังสือนิทานไว้ในบ้านให้เด็กมีที่อ่านหนังสือนิทาน วาดภาพระบายสี การเล่นของเล่นที่ให้คิดต่อเติมเสริมแต่งดัดแปลงให้แปลกแตกต่างไปจากเดิม  กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมให้เกิดจินตนาการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ  ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับความสนใจและความสมัครใจของเด็กเท่านั้น

 

คุณลักษณะทางความคิดสร้างสรรค์ของครูปฐมวัย

ครูที่มีความคิดสร้างสรรค์ควรมีใจรัก คือ ความเข้าใจธรรมชาติและสามารถส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ มีความสนใจนักเรียน ความสนใจกว้างขวางความรอบรู้และเป็นแหล่งความรู้ มีสุขภาพอนามัยดี และมีบุคลิกภาพดี ลักษณะต่างๆเหล่านี้ก็จะสามารถทำให้ครูทำงานร่วมกับเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุผลดั่งที่คาดหวังได้

การสอนเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์

การสอนเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ให้กับเด็กปฐมวัยนับว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งเพราะวิธีสอนของครูมีอิทธิพลกับเด็ก เด็กจะซึมซับและเรียนรู้แบบอย่างจากครู หากครูมีวิธีสอนที่เหมาะสมเอื้อกับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กก็สามารถบ่งเพาะคุณลักษณะให้เด็กมีบุคลิกภาพของผู้มีความคิดสร้างสรรค์ได้

ฝึกทักษะอะไร 

ทักษะการหากิจกรรมให้ผู้ปกครองกับเด็กได้ทำกิจกรรมด้วยกัน ทักษะการวางแผนในกิจกรรมเพื่อเสริมความคิดสร้างสรรค์เด็ก

การนำไปใช้

สามารถนำไปเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมให้ผู้ปกครองกับเด็กได้ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ลูกได้

คำศัพท์

1.         Creative  - ความคิดสร้างสรรค์

2.      Parental roleบทบาทของผู้ปกครอง

3.      Independence  - ความเป็นอิสระ

4.      Parenting – การอบรมเลี้ยงดู

5.       imagination- จินตนาการ

มายแมพสรุปเนื้อหา ผู้ปกครอง ครู และโรงเรียนกับการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์


กิจกรรมในคาบเรียนการแต่งนิทาน

นิทานเรื่อง ข้าวต้มจอมซน 👧🏻🧒🏻

สมาชิกกลุ่ม ☺️

1.นางสาวตวงรัตน์. เจริญภาพ. เลขที่ 2

2.นางสาวณัฏฐา กล้าการนา. เลขที่ 4

3.นางสาวอารีรัตน์. ไชยคำ เลขที่ 7

4.นางสาวนวรัตน์ ปิยางกูร เลขที่ 8

5.นางสาวกัญญาภัค. ดวงตาดำ เลขที่ 19

เนื้อหานิทาน เรื่อง ข้าวต้มจอมซน

มีบ้านหลังป่าซึ่งมีสมาชิกในครอบครัวประกอบด้วย พ่อ แม่ พี่ น้อง พี่มีชื่อว่า ข้าว ส่วนน้องสาวมีชื่อว่าต้ม พี่น้องทั้งสองคนเป็นคนฉลาดชอบสำรวจสิ่งต่างๆรอบตัววันหนึ่งพี่ข้าวได้ชวนน้องต้มไปเดินเล่นที่กลางป่าซึ่งระยะที่ไปเล่นนั้นอยู่ห่างไกลจากบ้านมากเพื่อไปเล่นน้ำที่กลางป่าเมื่อไปถึงเด็กทั้ง 2 คน ก็ได้เล่นน้ำอย่างสนุกสนานโดยไม่มีพ่อและแม่ไปด้วยจนกระทั้งตกเย็นเด็กทั้ง2คนกำลังจะกลับบ้านแต่บังเอิญเจอฝูงสัตว์ระหว่างทางทั้งสองจึงช่วยกันหาวิธีอำพรางตัวเพื่อให้กลมกลืนกับสัตว์ เด็กๆจะใช้วิธีการพรางตัวอย่างไรเพื่อให้กลมกลืนกับสัตว์และกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย

ภาพกิจกรรมทำงานกลุ่มแต่งนิทาน





ภาพกิจกรรมในคาบเรียน








ผู้บันทึก นางสาวอารีรัตน์ ไชยคำ เลขที่ 7

รหัสนักศึกษา 6011200612


 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

  บันทึกการเรียนครั้งที่ 14 วันที่ 27 เดือน เมษายน พ.ศ. 2564 ความรู้ที่ได้รับ บทบาทของผู้ปกครองกับการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์เด็กปฐมวัย...