บันทึกการเรียนครั้งที่ 14
วันที่ 27 เดือน เมษายน พ.ศ. 2564
ความรู้ที่ได้รับ
บทบาทของผู้ปกครองกับการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์เด็กปฐมวัย
ผู้ปกครองมีบทบาทหน้าที่ที่สำคัญคือการเอาใจใส่ดูแลลูกอย่างใกล้ชิด
ผู้ปกครองควรสนใจพฤติกรรมของลูก เช่น การเล่น การพูดคุย และควรชื่นชมยินดีกับลูก
เพราะการแสดงการยอมรับชื่นชมย่อมทำให้เด็กเกิดความเชื่อมั่น รู้สึกอบอุ่นมีความปลอดภัยทางจิต
จะทำให้เด็กกล้าแสดงออกในเชิงสร้างสรรค์ โดยมีองค์ประกอบดังนี้
1. การสร้างบรรยากาศแบบประชาธิปไตย
ครอบครัวที่มีบรรยากาศแบบผ่อนคลายเด็กจะรู้สึกเป็นอิสระ ไม่อึดอัด
รู้สึกอบอุ่นจากการได้รับความรัก ความเอาใจใส่ที่พ่อแม่มีให้
รวมทั้งการได้รับความเท่าเทียมเสมอภาคกันระหว่างพี่น้องทำให้เด็กมีความกระตือรือร้นต้องการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา
กล้าริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ เช่น วิธีเล่น ซึ่งแรกๆ อาจเล่นธรรมดา
ต่อมายิ่งเล่นยิ่งพลิกแพลงวิธีเล่นที่หลากหลายไม่ซ้ำกับวิธีเดิม กล่าวว่า
ความคิดสร้างสรรค์มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการแสดงความรักของมารดาโดยการอุ้มชู
การเล่นด้วยและการปกป้องดูแล
การที่ความคิดสร้างสรรค์สัมพันธ์กับการแสดงความรักของพ่อแม่นั้น
เพราะความรักความเอาใจใส่เด็กทำให้เกิดความอบอุ่นปลอดภัยทำให้เด็กเกิดความเชื่อมั่น
และเกิดการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลา
2. การให้ความรัก
ความอบอุ่น ความเอาใจใส่
ซึ่งเปรียบเสมือนกำแพงที่แข็งแกร่งเป็นโล่ห์กำบังทุกสิ่งทุกอย่างทำให้เด็กรู้สึกมีความมั่นคงปลอดภัย
จากการแสดงความรักอย่างตรงไปตรงมาของพ่อแม่ที่เด็กรับรู้ได้ ก็คือ คำพูด และพฤติกรรมที่สอดคล้องไปในแนวทางเดียวกัน
ในทางตรงกันข้ามถ้าแม่พูดว่า แม่รักลูกมาก แต่ปล่อยให้ลูกไปอยู่กับผู้อื่น โดยนานๆ
จึงจะมาเยี่ยม หรือมาหา
ทำให้ลูกไม่มั่นใจในคำว่ารักของพ่อแม่
ดังนั้นคำพูดและการกระทำที่แสดงออกซึ่งความรักความเอาใจใส่จะต้องสอดคล้องเป็นไปตามทิศทางเดียวกันไม่ขัดแย้งกันนอกจากนี้พ่อแม่ควรตอบสนองความต้องการของลูก
ถ้าบางอย่างตอบสนองตามความต้องการไม่ได้พ่อแม่ต้องอธิบายให้ลูกเข้าใจถึงเหตุผลให้ลูกฟัง
บางครั้งพ่อแม่อาจแสดงความเห็นใจเมื่อลูกร้องไห้ หกล้ม หรือทำบางสิ่งบางอย่างไม่สำเร็จก็ต้องปลอบโยนด้วยคำพูดและท่าทางที่เห็นใจ
เข้าใจ พร้อมที่จะช่วยเหลือซึ่งจะทำให้เด็กเข้าใจและตระหนักถึงความรักของพ่อแม่เกิดความอบอุ่น
รู้สึกมีความปลอดภัยมั่นคง และถ้าลูกทำผิดพลาดไม่ถูกต้องเหมาะสม
ก็ไม่ควรพูดจาซ้ำเติม หรือลงโทษ
ควรอธิบายให้ลูกเข้าใจและทราบว่าสิ่งที่ทำนั้นไม่เหมาะสมถูกต้องควรให้โอกาสลูกแก้ตัวกระทำในสิ่งที่ดีงามถูกต้อง
จะช่วยให้ลูกรู้สึกอบอุ่น และเชื่อมั่นในความรักของพ่อแม่
3. การช่วยเหลือและพึ่งพาตนเอง
เด็กที่พ่อแม่อบรมเลี้ยงดูโดยการฝึกให้รู้จักการช่วยเหลือตนเองตั้งแต่วัยก่อนเข้าเรียนจะช่วยให้เด็กทำอะไรได้ด้วยตนเอง
สามารถพึ่งพาตนเองได้ เช่น การทานอาหาร การอาบน้ำ แต่งตัว การสวมถุงเท้า
หรือการทำกิจวัตรประจำวันด้วยตนเอง
พฤติกรรมเช่นนี้จะทำให้เด็กมีความเชื่อมั่นในตนเอง กล้าคิด กล้าตัดสินใจ
สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง พ่อแม่จึงควรให้โอกาสลูกฝึกฝนและทำสิ่งต่างๆด้วยตนเองให้มากที่สุด
คอยสังเกตพฤติกรรมและส่งเสริมให้เด็กได้ทำให้ดียิ่งขึ้นหรือเหมาะสมตามความสามารถตามวัย
ทั้งนี้พ่อแม่ควรหลีกเลี่ยงการตำหนิเพราะจะทำให้เด็กเกิดความกลัวจนไม่กล้าที่จะลองทำอีกต่อไป
4. การส่งเสริมความสนใจของเด็ก
พ่อแม่ที่คอยเอาใจใส่สังเกตความสนใจของลูกอย่างสม่ำเสมอ สนับสนุนให้ลูกกล้าแสดงความคิด
กล้าแสดงออก จะทำให้เด็กมีความสนใจสิ่งต่างๆรอบตัว
การตอบสนองความสนใจของเด็กจึงเป็นการส่งเสริมพัฒนาของเด็กให้มีความก้าวหน้า
เพียงแต่พ่อแม่จัดหาหนังสือนิทาน อุปกรณ์การเล่น อุปกรณ์ภาพระบายสี
และพาไปทัศนศึกษาจากสถานที่ต่างๆ
5. เปิดโอกาสให้ซักถาม ตอบคำถาม
เด็กปฐมวัยเป็นวัยที่ช่างสงสัยชอบซักถามอยู่ตลอดเวลา
พ่อแม่จึงควรส่งเสริมให้ลูกได้ถามการตอบคำถามของลูก
หรือสนทนาร่วมกันระหว่างรับประทานอาหาร นั่งรถเที่ยว ไปทัศนศึกษา
บางครั้งพ่อแม่อาจรู้สึกเบื่อ หรือรำคาญกับคำถามและการตอบคำถาม ซึ่งการแสดงออกให้เด็กรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่เต็มใจที่ตอบคำถามของตนอาจเป็นการสกัดกั้นความคิด
และจินตนาการของเด็กในช่วงนั้นได้
ดังนั้นพ่อแม่ควรหาวิธีเล่นกับลูก ชวนลูกพูดคุยสนทนา
โดยคุยให้ลูกฟังเกี่ยวกับหนังสือนิทาน เล่าประสบการณ์ต่างๆที่ลูกสนใจ เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าเรื่องราวที่ลูกสนใจและซักถาม
เป็นสิ่งที่ควรกระทำ และพ่อแม่ก็ยินดีสนับสนุนรับฟังด้วยความสนใจ
การกระทำเช่นนี้เป็นการส่งเสริมพัฒนาการที่เหมาะสมกับวัยเด็ก
6. การแสดงความคิดเห็นร่วมกันในโอกาสต่างๆ
การเปิดโอกาสให้เด็กแสดงความคิดเห็นเป็นแนวทางส่งเสริมให้เด็กมีความคิดเป็นของตนเอง การพูดคุยถกเถียงอภิปรายปัญหาต่างๆ
ให้อิสระในการแสดงความคิดเห็น เสนอความคิดเห็นต่างๆ
บ้างเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องราวภายในบ้าน
ให้เด็กตัดสินใจเลือกทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว เช่น ไปเที่ยว ดูรายการทีวี
เลือกร้านอาหารที่จะไปรับประทานร่วมกัน
พ่อแม่อาจเสนอแนะให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้เด็กสามารถตัดสินใจด้วยตนเองโดยไม่ลังเล
ซึ่งเป็นการฝึกให้เด็กเป็นคนกล้าคิดกล้าแสดงออกและกล้าตัดสินใจ
7. การจัดบรรยากาศที่ส่งเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
ครอบครัวที่มีการจัดสภาพแวดล้อมและบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการส่งเสริมเด็กได้คิดจินตนาการและสร้างสรรค์
ได้แก่ บรรยากาศที่มีความเป็นอิสระ
ไม่เคร่งครัดและตรึงเครียดจนเกินไปหรือการข่มขู่ว่ากล่าวเสียดสีจนทำให้เด็กเกิดวิตกกังวลเกินเหตุ
การจัดบรรยากาศเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สามารถจัดได้โดยไม่ยาก เช่น
จัดมุมหนังสือนิทานไว้ในบ้านให้เด็กมีที่อ่านหนังสือนิทาน วาดภาพระบายสี
การเล่นของเล่นที่ให้คิดต่อเติมเสริมแต่งดัดแปลงให้แปลกแตกต่างไปจากเดิม
กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมให้เกิดจินตนาการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ
ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับความสนใจและความสมัครใจของเด็กเท่านั้น
คุณลักษณะทางความคิดสร้างสรรค์ของครูปฐมวัย
ครูที่มีความคิดสร้างสรรค์ควรมีใจรัก คือ ความเข้าใจธรรมชาติและสามารถส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
มีความสนใจนักเรียน ความสนใจกว้างขวางความรอบรู้และเป็นแหล่งความรู้
มีสุขภาพอนามัยดี และมีบุคลิกภาพดี
ลักษณะต่างๆเหล่านี้ก็จะสามารถทำให้ครูทำงานร่วมกับเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุผลดั่งที่คาดหวังได้
การสอนเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
การสอนเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ให้กับเด็กปฐมวัยนับว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งเพราะวิธีสอนของครูมีอิทธิพลกับเด็ก
เด็กจะซึมซับและเรียนรู้แบบอย่างจากครู
หากครูมีวิธีสอนที่เหมาะสมเอื้อกับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กก็สามารถบ่งเพาะคุณลักษณะให้เด็กมีบุคลิกภาพของผู้มีความคิดสร้างสรรค์ได้
ฝึกทักษะอะไร
ทักษะการหากิจกรรมให้ผู้ปกครองกับเด็กได้ทำกิจกรรมด้วยกัน
ทักษะการวางแผนในกิจกรรมเพื่อเสริมความคิดสร้างสรรค์เด็ก
การนำไปใช้
สามารถนำไปเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมให้ผู้ปกครองกับเด็กได้ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ลูกได้
คำศัพท์
1.
Creative
- ความคิดสร้างสรรค์
2.
Parental
role – บทบาทของผู้ปกครอง
3.
Independence
- ความเป็นอิสระ
4.
Parenting – การอบรมเลี้ยงดู
5. imagination- จินตนาการ
มายแมพสรุปเนื้อหา ผู้ปกครอง ครู และโรงเรียนกับการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
กิจกรรมในคาบเรียนการแต่งนิทาน
นิทานเรื่อง
ข้าวต้มจอมซน ![]()
![]()
สมาชิกกลุ่ม ![]()
1.นางสาวตวงรัตน์.
เจริญภาพ. เลขที่ 2
2.นางสาวณัฏฐา
กล้าการนา. เลขที่ 4
3.นางสาวอารีรัตน์.
ไชยคำ เลขที่ 7
4.นางสาวนวรัตน์
ปิยางกูร เลขที่ 8
5.นางสาวกัญญาภัค.
ดวงตาดำ เลขที่ 19
เนื้อหานิทาน เรื่อง ข้าวต้มจอมซน
มีบ้านหลังป่าซึ่งมีสมาชิกในครอบครัวประกอบด้วย พ่อ แม่ พี่ น้อง พี่มีชื่อว่า
ข้าว ส่วนน้องสาวมีชื่อว่าต้ม
พี่น้องทั้งสองคนเป็นคนฉลาดชอบสำรวจสิ่งต่างๆรอบตัววันหนึ่งพี่ข้าวได้ชวนน้องต้มไปเดินเล่นที่กลางป่าซึ่งระยะที่ไปเล่นนั้นอยู่ห่างไกลจากบ้านมากเพื่อไปเล่นน้ำที่กลางป่าเมื่อไปถึงเด็กทั้ง
2 คน
ก็ได้เล่นน้ำอย่างสนุกสนานโดยไม่มีพ่อและแม่ไปด้วยจนกระทั้งตกเย็นเด็กทั้ง2คนกำลังจะกลับบ้านแต่บังเอิญเจอฝูงสัตว์ระหว่างทางทั้งสองจึงช่วยกันหาวิธีอำพรางตัวเพื่อให้กลมกลืนกับสัตว์
เด็กๆจะใช้วิธีการพรางตัวอย่างไรเพื่อให้กลมกลืนกับสัตว์และกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย
ภาพกิจกรรมทำงานกลุ่มแต่งนิทาน
ภาพกิจกรรมในคาบเรียน
ผู้บันทึก นางสาวอารีรัตน์ ไชยคำ เลขที่ 7
รหัสนักศึกษา 6011200612






































